ดูบทความ
ดูบทความหัวใจหยุดเต้นฉับพลันเกิดขึ้นได้ เครื่อง AED ช่วยอะไรได้บ้าง
หัวใจหยุดเต้นฉับพลันเกิดขึ้นได้ เครื่อง AED ช่วยอะไรได้บ้าง

หัวใจหยุดเต้นฉับพลัน คืออะไร
ภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน (Sudden Cardiac Arrest หรือ SCA) คือการที่หัวใจหยุดทำงานอย่างกะทันหันโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ต่างจากอาการหัวใจวาย (Heart Attack) ที่เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือด SCA เกิดจากความผิดปกติทางไฟฟ้าในหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจสั่นพลิ้วแบบไม่มีจังหวะ (Ventricular Fibrillation) จนไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้อีกต่อไป
เมื่อเลือดหยุดไหลเวียน สมองจะเริ่มขาดออกซิเจนภายใน 4–6 นาที และหากไม่ได้รับการช่วยเหลือ ความเสียหายถาวรหรือการเสียชีวิตจะเกิดขึ้นภายใน 10 นาที
ใครมีความเสี่ยง
แม้ SCA จะพบบ่อยในผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่แล้ว แต่กลับเกิดขึ้นกับคนทุกวัยได้ รวมถึงผู้ที่ไม่เคยมีประวัติโรคหัวใจมาก่อน ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย ได้แก่:
- โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
- ภาวะหัวใจโต หรือกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ
- ความดันโลหิตสูงและระดับคอเลสเตอรอลสูง
- การออกกำลังกายหักโหมในกลุ่มนักกีฬา
- ความเครียดสูง หรือการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
- กรรมพันธุ์และประวัติครอบครัว
สัญญาณเตือนที่ต้องจำ
SCA มักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเฉียบพลัน แต่บางครั้งมีสัญญาณนำก่อน เช่น:
- เจ็บหน้าอก แน่น หายใจไม่ออก
- ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- วิงเวียนศีรษะหรือเป็นลมฉับพลัน
- หมดสติโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
เมื่อพบผู้ที่หมดสติและไม่ตอบสนอง ไม่หายใจ หรือหายใจผิดปกติ (หายใจเฮือก) ให้ถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉินและลงมือช่วยเหลือทันที
AED คืออะไร และทำงานอย่างไร
เครื่อง AED (Automated External Defibrillator) หรือเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ คืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องเป็นแพทย์ AED จะวิเคราะห์จังหวะการเต้นของหัวใจโดยอัตโนมัติ และส่งกระแสไฟฟ้าปริมาณที่แม่นยำเข้าสู่หัวใจเพื่อรีเซ็ตสัญญาณไฟฟ้าและฟื้นฟูจังหวะการเต้นให้กลับมาเป็นปกติ
เครื่องจะ "พูด" แนะนำขั้นตอนการใช้งานตลอดกระบวนการ ทำให้แม้ไม่มีความรู้ทางการแพทย์ก็สามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง
AED ช่วยได้อย่างไรบ้าง
1. เพิ่มโอกาสรอดชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ
ทุกนาทีที่ผ่านไปโดยไม่ได้รับการช่วยเหลือ โอกาสรอดชีวิตจะลดลงประมาณ 10% การใช้ AED ร่วมกับการทำ CPR ภายใน 3–5 นาทีแรก สามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้สูงถึง 50–70%
2. วิเคราะห์หัวใจก่อนช็อตไฟฟ้า
AED จะไม่ส่งกระแสไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น ระบบจะตรวจจังหวะหัวใจก่อน และจะกระตุ้นเฉพาะเมื่อตรวจพบภาวะที่ต้องการช็อตไฟฟ้า เช่น Ventricular Fibrillation หรือ Ventricular Tachycardia เท่านั้น จึงมีความปลอดภัยสูง
3. ใช้งานได้ง่าย แม้ไม่มีพื้นฐานทางการแพทย์
เครื่อง AED สมัยใหม่มีระบบเสียงแนะนำทีละขั้นตอน บางรุ่นมีหน้าจอแสดงภาพประกอบ ผู้ใช้เพียงแค่เปิดเครื่อง วางแผ่นนำไฟฟ้าตามตำแหน่งที่ระบุ และกดปุ่มช็อตไฟฟ้าเมื่อเครื่องสั่ง
4. ทำงานคู่กับ CPR ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
AED และ CPR เสริมซึ่งกันและกัน โดย CPR ช่วยรักษาการไหลเวียนของเลือดและออกซิเจนไปยังสมองชั่วคราว ขณะที่ AED ทำหน้าที่รีเซ็ตจังหวะไฟฟ้าของหัวใจ การทำทั้งสองอย่างร่วมกันให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงลำพัง
ขั้นตอนการใช้ AED อย่างถูกต้อง
ก่อนอื่นเลย: โทร 1669 ทันทีที่พบผู้หมดสติ
- เปิดเครื่อง AED — กดปุ่มหรือเปิดฝา เครื่องจะเริ่มพูดแนะนำทันที
- ติดแผ่นนำไฟฟ้า — แผ่นหนึ่งวางใต้กระดูกไหปลาร้าขวา อีกแผ่นวางด้านซ้ายของทรวงอกใต้รักแร้ตามรูปที่ระบุบนแผ่น
- ให้เครื่องวิเคราะห์ — ห้ามสัมผัสผู้ป่วยขณะเครื่องกำลังวิเคราะห์จังหวะหัวใจ
- กดปุ่มช็อตไฟฟ้า — เมื่อเครื่องแจ้งว่าจำเป็น ตรวจสอบว่าไม่มีใครสัมผัสผู้ป่วย แล้วกดปุ่ม
- ทำ CPR ต่อ — หลังช็อตไฟฟ้า ให้ทำ CPR ต่อทันทีจนกว่าเครื่องจะวิเคราะห์รอบถัดไป หรือทีมแพทย์มาถึง
AED อยู่ที่ไหนบ้าง
ในปัจจุบัน AED ถูกติดตั้งในสถานที่สาธารณะมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้แก่:
- สนามบินและสถานีขนส่ง
- ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้า
- โรงพยาบาลและคลินิก
- โรงเรียนและมหาวิทยาลัย
- สถานที่ออกกำลังกายและสนามกีฬา
- อาคารสำนักงานขนาดใหญ่
สังเกตสัญลักษณ์หัวใจพร้อมสายฟ้าสีเขียวหรือสีแดงตามจุดต่าง ๆ ในอาคาร
สรุป: ทุกวินาทีมีค่า
ภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลันไม่เลือกเวลาหรือสถานที่ ความรู้เรื่อง AED และ CPR เบื้องต้นอาจหมายถึงชีวิตของคนที่คุณรัก หรือแม้แต่คนแปลกหน้าที่อยู่ตรงหน้าคุณ
20 มิถุนายน 2569
ผู้ชม 1961 ครั้ง