shopup.com
เครื่องช่วยหายใจ Auto Cpap ยี่ห้อ Sefam รุ่น Nea (นวัตกรรมใหม่เสียงเบา) ลดการนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ เครื่องช่วยหายใจ Auto Cpap ยี่ห้อ Sefam รุ่น Nea (นวัตกรรมใหม่เสียงเบา) ลดการนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ เครื่องช่วยหายใจ Auto Cpap ยี่ห้อ Sefam รุ่น Nea (นวัตกรรมใหม่เสียงเบา) ลดการนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ เครื่องช่วยหายใจ Auto Cpap ยี่ห้อ Sefam รุ่น Nea (นวัตกรรมใหม่เสียงเบา) ลดการนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ เครื่องช่วยหายใจ Auto Cpap ยี่ห้อ Sefam รุ่น Nea (นวัตกรรมใหม่เสียงเบา) ลดการนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ เครื่องช่วยหายใจ Auto Cpap ยี่ห้อ Sefam รุ่น Nea (นวัตกรรมใหม่เสียงเบา) ลดการนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ เครื่องช่วยหายใจ Auto Cpap ยี่ห้อ Sefam รุ่น Nea (นวัตกรรมใหม่เสียงเบา) ลดการนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ เครื่องช่วยหายใจ Auto Cpap ยี่ห้อ Sefam รุ่น Nea (นวัตกรรมใหม่เสียงเบา) ลดการนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ เครื่องช่วยหายใจ Auto Cpap ยี่ห้อ Sefam รุ่น Nea (นวัตกรรมใหม่เสียงเบา) ลดการนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ เครื่องช่วยหายใจ Auto Cpap ยี่ห้อ Sefam รุ่น Nea (นวัตกรรมใหม่เสียงเบา) ลดการนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ
รหัส : Sefam
เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ (Bi-Level Ventilator) ยี่ห้อ Yuwell รุ่น YH-830 ใช้สำหรับผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดรุนแรง สามารถกำหนดแรงดันเข้าและออกได้ เพื่อเปิดช่องทางเดินหายใจ ทำให้สามารถหายใจได้สะดวกขณะนอนหลับ
จาก 40,900.00 บาท ลดทันที 4000 บาท
ราคา 36,900.00 บาท

20 มีนาคม 2569

ผู้ชม 5 ผู้ชม

 

แผนที่ร้าน Adler Medical Supply

 

เครื่องช่วยหายใจ Auto Cpap ยี่ห้อ Sefam รุ่น Nea

 

การรับประกันสินค้า

  • สินค้ารับประกัน 3 ปี
  • มีศูนย์ซ่อมบริการพร้อมให้คำปรึกษาวิธีการใช้งาน

 

คุณสมบัติทั่วไป

  • ขนาดเครื่อง (กว้าง x ยาว x สูง) 145 x 197 x 106 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 1 กิโลกรัม
  • หน้าจอแสดงผลแบบ Touch Screen สว่าง คมชัด และสามารถปรับระดับความสว่างได้
  • มีช่องต่อ USB Type-C (USB-C) เพื่อส่งออกข้อมูลเข้าสู่โปรแกรมคอมพิวเตอร์
  • ระดับเสียงการทำงานสูงสุดไม่เกิน 24.5 dBA ด้วยเทคโนโลยีการบุภายในทรงรังผึ้ง (Honeycomb Insulation Technology) ทีออกแบบมาเพื่อดูดซับ และกระจายคลื่นเสียงอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ใช้แรงดันไฟฟ้า 100-240 VAC, 50-60 Hz กำลังไฟ 21A

คุณสมบัติทางเทคนิค

  • Nea Auto รองรับการทำงาน 2 โหมด ได้แก่
    - โหมด CPAP (แรงดันคงที่) : จ่ายแรงดันคงที่ตลอดระยะเวลาการรักษา
    - โหมด Auto CPAP (แรงดันอัตโนมัติ) : ปรับระดับแรงดันระหว่างค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด โดยอัตโนมัติตามเหตุการณ์การหายใจที่ตรวจพบ โดยระบบจะเริ่มทำงานในโหมด Auto CPAP หลังจากเริ่มการรักษาไปแล้ว 5 นาที
  • หน้าจอแสดงผลแบบ Touch Screen โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เพื่อการปรับตั้งค่าเครื่องต่างๆ ดังนี้
    - Status Bar : แสดงผลการเชื่อมต่อ หรือฟังก์ชันที่มีการใช้งาน
    - Setting Screen : ประกอบด้วย โหมดพักหน้าจอ การตั้งค่า ฟังก์ชันตรวจสอบความแน่นของหน้ากาก และข้อมูลของอุปกรณ์
  • ฟังก์ชันการทำงานของอุปกรณ์ ประกอบด้วย
    - Intelligent Start ฟังก์ชันนี้ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเริ่มการรักษาได้โดยอัตโนมัติทันทีที่เริ่มหายใจผ่านหน้ากาก
    - Mask Fit & Go ฟังก์ชันตรวจสอบความแน่นของหน้ากากก่อนเริ่มการรักษา โดยระบบจะแสดงระดับการรั่วที่ไม่ตั้งใจ และหากพบการรั่ว ผู้ใช้งานสามารถปรับหน้ากากให้เหมาะสมได้
  • Mask Unplugged ฟังก์ชันที่จะเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานอัตโนมัติ เมื่อผู้ป่วยถอดหน้ากากออก และจะกลับสู่โหมดพลังงานปกติ เมื่อเชื่อมต่อหน้ากากอีกครั้ง (โดยแรงดันต้องมากกว่า 3 cmH2O) และหากหน้ากากถูกถอดออกนานเกิน 5 นาที ระบบจะหยุด และบันทึกการใช้งานในรอบนั้น และอุปกรณ์จะปิดตัวเองโดยอัตโนมัติหลังจากผ่านไป 30 นาที
  • Comfort Control Plus (CC+) ฟังก์ชันที่ช่วยให้การหายใจของผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้นระหว่างการรักษา โดยการเพิ่มแรงดันขณะหายใจเข้า และลดแรงดันขณะหายใจออก
    - ระหว่าง Ramp time : สามารถตั้งค่าได้เป็นระดับ R.1, R.2, R.3
    - ระหว่างการรักษา : สามารถตั้งค่าได้เป็นระดับ 1, 2, 3
  • Ramp ฟังก์ชันที่ช่วยเพิ่มแรงดันอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้ป่วยหลับได้ง่ายขึ้น โดยเทคโนโลยีของ Nea จะแบ่ง Ramp ออกเป็น 2 แบบ
    - T Ramp (Ramp แบบตั้งค่าได้) : ผู้ใช้สามารถกำหนดระยะเวลา Ramp ได้เอง (0-45 นาที)
    - I Ramp (Ramp แบบอัจฉริยะ) : ระบบจะกำหนดระยะเวลา Ramp โดยอัตโนมัติ (สูงสุด 45 นาที)
  • สามารถปรับตั้งแรงดันบวกต่อเนื่องในโหมด CPAP ได้ตั้งแต่ 4-20 cmH20
  • Ramp Pressure ปรับได้ตั้งแต่ 4-20 cmH20 (ในโหมด CPAP)
  • Ramp Pressure ปรับได้ตั้งแต่ 4-Maximum Pressure (ในโหมด Auto CPAP)
  • Ramp Time ปรับได้ตั้งแต่ 0-45 นาที โดยสามารถปรับได้ครั้งละ 5 นาที
  • สามารถตั้งค่า การเลือกหน้ากาก เพื่อเป็นการตั้งค่าอัตราการรั่วเพื่อให้เครื่องตรวจจับ และชดเชยแรงดันจากการรั่ว โดยจะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพ และปลอดภัยมากขึ้น
  • สามารถใช้งานบนเครื่องบินได้ และมาพร้อมกับโหมดเครื่องบิน (Airplane Mode) โดยต้องเป็นการใช้งานแบบ Side Cover ไม่ใช้หม้อต้มน้ำ (Humidifier)
  • การตั้งค่าอื่นๆ (Settings)
    - ความสว่างหน้าจอ : ปรับได้สูงสุด 10 ระดับ
    - รูปแบบเวลา : เลือกได้ทั้ง 12 ชั่วโมง หรือ 24 ชั่วโมง
    - ภาษา : รองรับ 2 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศส
    - การนับชั่วโมงการทำงาน : บันทึกชั่วโมงการใช้งานของอุปกรณ์
    - การเชื่อมต่อ : สามารถเปิด-ปิดการเชื่อมต่อได้ (Wi-Fi, Bluetooth, GSM)
  • หากเปิดใช้ ปุ่มฟังก์ชัน Sleep Mode หน้าจอจะดับลงหากไม่มีการสัมผัสหน้าจอเป็นเวลา 2 นาที
  • สามารถปรับตั้งค่าโหมด รวมถึงค่าแรงดันต่างๆ จากหน้าจอในขณะที่เครื่องทำงานให้การรักษาอยู่ได้ โดยไม่ต้องหยุดการรักษาหรือการทำงาน (Nonstop Treatment)
  • ฟังก์ชันการสอบเทียบวงจรลม (Circuit Calibration) เพื่อช่วยปรับแรงดันที่ส่งไปยังหน้ากากให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
  • ฟังก์ชันการสอบเทียบเซ็นเซอร์ (Sensor Calibration) เพื่อคำนวณ และชดเชยเซนเซอร์เพิ่มความแม่นยำของอุปกรณ์
  • รองรับการล็อกการตั้งค่าผู้ป่วย (Patient Setting Lock) ได้แก่ Ramp pressure, CC+, Intelligent Start เพื่อป้องกันไม่ให้แก้ไขโหมด หรือค่าแรงดันด้วยตนเอง เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานที่จะปรับแก้ไขโดยบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
  • ภายในเครื่องติดตั้งแผ่นกรองอากาศเข้าชนิดใช้ซ้ำ (Reusable Air Inlet Filter) สามารถทำความสะอาดได้ มีอายุการใช้งาน 6 เดือน เมื่อใช้เป็นประจำทุกวันที่ระยะเวลา 8 ชั่วโมงต่อวัน
  • ข้อมูลการใช้งานล่าสุดจะถูกบันทึกเป็นรายเซสชันในหน่วยความจำของอุปกรณ์ และ SD Card ได้นานสูงสุด 1 ปี (สำหรับการใช้งานวันละ 8 ชั่วโมง)
  • สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่านแอปพลิเคชั่น "Sefam Access"
  • อุปกรณ์เสริมมาในรูปแบบโมดูลการเชื่อมต่อภายในเครื่อง สามารถเลือกตอนสั่งซื้อ โดยแบ่งออกเป็น 2 รุ่น ได้แก่
    - ModCom : รองรับการเชื่อมต่อด้วย Wi-Fi และ Bluetooth Low Energy (BLE)
    - ModCom + : รองรับการเชื่อมต่อด้วย Wi-Fi, Bluetooth Low Energy (BLE) และ GSM/LTE Cat M1 (เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ)

อุปกรณ์ประกอบการใช้งาน
  • ชุดสายหายใจพร้อมใช้งาน จำนวน 1 ชุด / เครื่อง
  • หน้ากากช่วยหายใจ จำนวน 1 ชิ้น / เครื่อง
  • คู่มือการใช้งาน 1 เล่ม
  • ไส้กรองอากาศสำรอง 1 ชุด
  • Adapter AC 1 ชุด
  • SD Card 1 ชุด
  • กระเป๋าพกพา 1 ใบ

 

 

 

CPAP Therapy คืออะไร

คำว่า CPAP นั้นย่อมาจาก Continuous Positive Airway Pressure  เป็นการรักษาที่ได้ประสิทธิผลดีที่สุดวิธีหนึ่งในการรักษา ภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea Syndrome, OSAS)  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่มีอาการในระดับปานกลาง ถึง รุนแรง CPAP มีหลักการในการรักษาคือ การเป่าความดันลมผ่านทางจมูก หรือปากผ่านบริเวณลำคอ และโคนลิ้น ซึ่งเป็นส่วนทางเดินหายใจส่วนต้น เพื่อให้เปิดขยายตัวตลอดเวลาโดยไม่ให้มีการอุดกั้นขณะที่นอนหลับ ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ใช้เครื่องสามารถหายใจรับอากาศอย่างพอเพียง และนอนหลับราบรื่นตลอดทั้งคืน โดยลมที่เป่าด้วยความดันนี้มักเป็นเพียงอากาศปกติ ไม่ใช่การให้ออกซิเจนตามโรงพยาบาล (ยกเว้นในบางรายที่จำเป็นมากเท่านั้น)

เครื่อง CPAP มีส่วนประกอบและรูปร่างหน้าตา เป็นอย่างไร
ปัจจุบันมีเครื่อง CPAP อยู่หลายแบบเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามส่วนประกอบของเครื่อง CPAP หลักๆนั้น จะคล้ายกัน ได้แก่

1.ส่วนของเครื่องสร้างความดันลม

2.ส่วนของหน้ากากและสายรัดศีรษะ (CPAP Mask)  

3.ส่วนของท่อลม  

4.อุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น เครื่องอบไอน้ำ หรือหน้ากากสำรอง เป็นต้น

ควรเลือกรักษาด้วย CPAP แบบใด
ก่อนการรักษาด้วย CPAP ท่านต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์เฉพาะทางด้านนี้ รวมถึงต้องได้รับการตรวจสุขภาพการนอนหลับก่อนเสมอ เพื่อได้ข้อมูลที่ถูกต้องอันจะใช้ในการอ้างอิง เพื่อดูแลรักษาท่านในระยะยาวต่อไป และเมื่อท่านร่วมตัดสินใจกับแพทย์ว่า เป็นการรักษาที่เหมาะสมกับท่านแล้ว ท่านต้องตัดสินใจเลือกประเภทของเครื่อง เนื่องจากในปัจจุบัน มีเครื่อง PAP อยู่หลายแบบ ซึ่งแบ่งง่ายๆ ดังนี้
1.เครื่องเป่าความดันลมแบบธรรมดา หรือ Manual CPAP      
2.เครื่องเป่าความดันลม 2 ระดับ (Bilevel PAP หรือ BiPAP)
3.เครื่องเป่าความดันลมแบบปรับความดันอัตโนมัติ (Auto-adjusting PAP หรือ APAP)   


ในกรณีทั่วไปการใช้เครื่องแบบธรรมดาก็อาจเพียงพอซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าแบบอื่น ท่านจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะว่าแบบใด และความดันลมเท่าใดจึงจะเหมาะสมกับภาวะโรคของท่านโดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย นอกจากนี้อาจมีรายละเอียดพิเศษเพิ่มเติม ซึ่งท่านต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายประการรวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ของท่านเองด้วย


CPAP มีวิธีใช้อย่างไร
การใช้เครื่อง CPAP นั้น จะเริ่มใช้เฉพาะเวลาที่ท่านกำลังจะนอนหลับ โดยท่านควรใช้ตลอดทั้งคืน และทุกคืนให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวของท่าน วิธีการใช้ไม่ยุ่งยาก และไม่ซับซ้อน ซึ่งในส่วนรายละเอียดเล็กน้อยทางเทคนิคเจ้าหน้าที่เฉพาะด้านนี้จะช่วยให้คำแนะนำท่านได้ ขั้นตอนง่ายๆ เช่นเพียงเปิดเครื่องก่อน เช็คระดับความดันลม และสวมหน้ากาก เพื่อให้ลมเป่าผ่านทางท่อเข้าสู่ทางเดินหายใจอย่างถูกต้อง แล้วจึงเข้านอน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักใช้เพียงหน้ากากที่ครอบจมูก (Nasal Mask) แต่บางครั้งอาจใช้หน้ากากแบบที่ครอบทั้งจมูก และปาก (Full-Face Mask) และส่วนน้อยมากที่จะใช้หน้ากากครอบเฉพาะบริเวณปาก (Oronasal mask)    

ประโยชน์ หรือ ข้อดี ของการรักษาด้วย CPAP
การรักษาด้วยเครื่อง CPAP นั้นตามรายงานการวิจัยทั่วโลก จัดว่าเป็นการรักษาภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับระดับปานกลางหรือรุนแรง ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในแบบที่ไม่ต้องผ่าตัด ถ้าท่านได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและปรับความดันที่เหมาะสมกับท่านที่สุดโดยแพทย์เฉพาะทาง และท่านได้ใช้เครื่องตลอดทั้งคืน จะข้อดีมีทั้งในระยะสั้น คือ ท่านจะไม่มีอาการนอนกรนและจะนอนหลับได้ดีขึ้นพร้อมกับได้รับอากาศอย่างเต็มที่ ตื่นขึ้นมาจะสดชื่น ลดอาการอ่อนเพลีย หรือ ความง่วงนอนตอนกลางวันอย่างที่ท่านรู้สึกความแตกต่างได้ รวมถึงในระยะยาวจะลดความเสี่ยงจากโรคแทรกซ้อนหรืออาการอื่นๆที่เกิดจากภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับด้วย  โดยหากท่านติดตามดูแลกับแพทย์อย่างใกล้ชิด จะมีความเสี่ยงในการรักษาน้อย

ความแตกต่างระหว่าง CPAP และ BiPAP คืออะไร?
ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 30 ปีและผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าคนจำนวนมากต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย อาการที่พบบ่อยคือการนอนกรนมากเกินไป แต่ก็ยังสามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงมากขึ้นรวมถึงการสูญเสียความทรงจำ, งุนงง, หงุดหงิด, ความรู้สึกทั่วไปของความรู้สึกป่วยไข้และในกรณีที่รุนแรงแม้กระทั่งความตาย

ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับรุนแรงสามารถรักษาด้วยเครื่องเพิ่มแรงดันอากาศทางบวกอย่างต่อเนื่อง (CPAP) หรือเครื่องแรงดันบวกทางเดินหายใจ Bi-Level Positive (BiPAP) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ ตัวเลือกระหว่าง CPAP และ BiPAP นั้นขึ้นอยู่กับชนิดของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และความรุนแรง

 

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสองเครื่อง คือแรงดันที่ใช้เพื่อเพิ่มการไหลของอากาศ ด้วยเครื่อง CPAP การไหลของอากาศคงที่ ตรงกันข้ามเครื่อง BiPAP ให้แรงดันที่มากขึ้นระหว่างการสูดดมและแรงดันที่เบากว่าในระหว่างการหายใจออก เนื่องจากความแตกต่างเหล่านี้ CPAP และ BiPAP จึงถูกใช้เพื่อรักษาความผิดปกติที่แตกต่างกันเล็กน้อย CPAP นั้นเหมาะกับการหยุดหายใจขณะหลับและ BiPAP มักใช้รักษาอาการหยุดหายใจขณะหลับกลาง

 

การวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับมักเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยผ่านการศึกษาการนอนหลับเพื่อกำหนดรูปแบบการนอนหลับโดยรวม บ่อยครั้งที่อาการหลายอย่างที่ดูเหมือนจะชี้ไปยังเงื่อนไขอื่นพิสูจน์ว่าเกิดจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นสาเหตุให้ผู้ประสบภัยหยุดหายใจเป็นระยะเวลาหนึ่งระหว่างการนอนหลับและมักพบคู่สมรสหรือคู่ครองที่มีอาการเป็นพยานในเหตุการณ์ตอนกลางคืน เมื่อมีการวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะผู้ป่วยและแพทย์สามารถตัดสินใจได้ว่าจะรักษาสภาพอย่างไร

อีกวิธีในการเลือกระหว่าง CPAP และ BiPAP คือความสะดวกสบาย หากผู้ป่วยลอง CPAP และพบว่าแรงกดดันต่อเนื่องไม่สบายใจ BiPAP อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ผู้ป่วยบางรายพบว่าความดันอากาศคงที่ทำให้การหายใจออกลำบากหรืออึดอัด การไหลเวียนของอากาศที่ลดลงในระหว่างการหายใจออกในเครื่อง BiPAP สามารถขจัดความรู้สึกไม่สบายนี้ได้

CPAP และ BiPAP แต่ละเครื่องมีเครื่องที่ให้อากาศไหลเวียนรวมถึงหน้ากากที่สวมไว้บนใบหน้าของผู้ป่วยในตอนกลางคืน แถบยางยืดที่มีน้ำหนักเบาถือหน้ากากได้ ด้วยการหยุดหายใจขณะหลับแบบอุดกั้นทางเดินหายใจมีแนวโน้มที่จะปิดในระหว่างการหายใจทำให้ CPAP เหมาะสมกว่าเพราะจะสร้างการไหลเวียนของอากาศอย่างต่อเนื่องเพื่อต่อต้านการอุดตัน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับกลางซึ่งปัญหาการหายใจสามารถติดตามไปยังระบบทางเดินหายใจกลางได้บ่อยครั้งจะได้รับการบำบัดที่สะดวกสบายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย BiPAP

อ้างอิงจาก www.netinbag.com

วิธีการเลือกหน้ากาก CPAP ให้เหมาะกับการใช้งาน
หน้ากากสำหรับเครื่องช่วยหายใจ มีความสำคัญอย่างมากในการใช้งานเครื่องช่วยหายใจเนื่องจากการที่เครื่องช่วยใจจะปล่อยแรงดันลมออกมานั้น จำเป็นต้องมีอุปกรณ์สำหรับเป็นทางเดินอากาศไปยังผู้ใช้งาน รวมถึงหน้ากากแต่ละแบบก็มีความเหมาะสมกับผู้ใช้งานแตกต่างกันออกไป

หน้ากาก CPAP ถูกแบ่งออกหลักๆเป็น 3 ประเภท

1. หน้ากากแบบครอบจมูก (Nasal Mask)

ออกแบบมาเพื่อครอบบริเวณจมูกของผู้ใช้งาน สามารถใช้งานได้ง่าย เหมาะกับผู้ที่ไม่เคยใช้งานมาก่อน

2. หน้ากากแบบเต็มหน้า ครอบจมูกและปาก (Full Face Mask)

หน้ากากจะครอบทั้งจมูกและปากของผู้ใช้งาน ทำให้ไม่เกิดการรั่วของแรงดันลมออกทางปาก ใช้แก้ปัญหาสำหรับผู้ป่วยที่นอนอ้าปาก แต่อาจจะทำให้คอแห้งได้เนื่องจากลมจะผ่านทางปากของผู้ใช้งานตลอดเวลา และในบางครั้งอาจทำให้มีลมเข้าไปในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องอืดได้

3. หน้ากากแบบสอดจมูก (Nasal Pillow Mask)

เป็นหน้ากากประเภทที่ไม่มีการครอบจมูกหรือปากของผู้ใช้งาน ทำให้รู้สึกสบายมากกว่าหน้ากากแบบอื่นๆ โดยการใช้งานนั้น เพียงแค่นำหน้ากากเสียบเข้ากับรูจมูกเท่านั้น ข้อดีคือสะดวกสบายไม่อึดอัด หรือผู้ใช้งานที่ไม่สามารถใช้งานหน้ากากแบบครอบ หรือมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ สามารถใช้งานได้ แต่ข้อเสียคือ อาจจะทำให้มีลมรั่วออกมาได้ง่ายกว่าหน้ากากรุ่นอื่น โดยเฉพาะในช่วงแรงดันสูงๆ หน้ากากแบบนี้จะเหมาะกับผู้ใช้งานที่มีประสบการณ์มาบ้างแล้ว

โรคหยุดหายใจขณะหลับ คืออะไร
อาการหยุดหายใจขณะหลับ หรือ Sleep Apnea คือ ความผิดปกติของของการหายใจในขณะที่หลับอยู่ เช่น มีอาการหายใจแผ่ว หายใจสะดุด หรือหยุดหายใจเป็นช่วงๆ ทำให้ร่างกายมีภาวะขาดออกซิเจน เป็นสาเหตุให้อาการต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น

โรคหยุดหายใจขณะหลับนั้น สามารถแบ่งได้ 3 ประเภท ตามสาเหตุของการเกิดโรค
1. อาการหยุดหายใจที่เกิดจากมีการอุดกั้นทางเดินหายใจ (OSA)Obstructive Sleep Apnea หรือ OSA เป็นประเภทของโรคหยุดหายใจขณะหลับที่พบได้เป็นส่วนใหญ่ โดยเกิดจากการอุดกั้นของทางเดินหายใจตอนบน เช่น จมูก ช่องปาก และลำคอ มีผลทำให้ทางเดินหายใจตอนบนตีบแคบลง อากาศไม่สามารถผ่านไปได้ ร่างกายและสมองได้รับออกซิเจนน้อยลง การทำงานของกล้ามเนื้อจึงลดลงหรือหยุดทำงาน สมองจึงสั่งให้ผู้ที่นอนหลับมีอาการสะดุ้งตื่นและกลับมาหายใจอีกครั้ง เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ ก็จะทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ เนื่องจากไม่สามารถหลับได้ลึกในระยะเวลานานๆ

2. อาการหยุดหายใจที่เกิดจากความผิดปกติของสมองส่วนกลาง (CSA)
Central Sleep Apnea หรือ CSA เป็นประเภทที่พบได้ไม่มาก มีสาเหตุมาจากการสั่งการของสมองส่วนกลางไม่ปกติ อาจเป็นผลข้างเคียงมาโรคทับซ้อนอื่นๆ เช่น โรคเนื้องอก โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งสมอง หรือยานอนหลับ ที่มีผลต่อระบบสมองก็อาจเป็นสาเหตุได้ สมองไม่สามารถสั่งงานได้ปกติในช่วงนอนหลับ จึงเกิดภาวะผิดปกติในการหายใจ หายใจแผ่ว หรือหยุดหายใจขณะหลับ

3. อาการหยุดหายใจแบบผสม (Mixed Sleep Apnea)
อาการหยุดหายใจขณะหลับแบบผสม พบได้ไม่มากเท่า OSA แต่พบได้มากกว่า CSA อาการหยุดหายใจประเภทนี้จะมีทั้งสองแบบ ทั้งหยุดหายใจจากการอุดกั้นทางเดินหายใจ และสมองส่วนกลางสั่งการไม่ปกติรวมกัน
 
เช็คด่วน คุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่
  • มีอาการนอนกรนเสียงดัง และกรนเป็นประจำแทบทุกคืน
  • บางครั้งมีอาการนอนกรนแล้วหยุดเป็นพักๆ และหายใจแรง หายใจดัง
  • รู้สึกนอนไม่เต็มอิ่ม ง่วงและอ่อนเพลียระหว่างวัน
  • ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ไม่มีสมาธิ ขี้หลงขี้ลืม
  • อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ขี้เหวี่ยง ขี้วีน
  • ตื่นแล้วรู้สึกไม่สดชื่น บางครั้งมีอาการปวดหัวหลังจากตื่นนอน
  • ความต้องการทางเพศลดลง

 

 

หมายเหตุ ติดต่อบริษัทฯผู้จัดจำหน่าย 099 018 8800

เวลาทำการ : เปิดทุกวัน เวลา 08.30-17.30 น.

 

 

**กรุณาอ่านคู่มือและใช้งานตามคำแนะนำอย่างระมัดระวัง**

Engine by shopup.com